สรุปสาระสำคัญ
- จอประสาทตาฉีกขาด คือภาวะที่เนื้อเยื่อจอประสาทตา (Retina) ซึ่งทำหน้าที่รับภาพ เกิดรอยฉีกหรือเป็นรู ส่งผลให้การส่งสัญญาณไปประมวลผลที่สมองผิดปกติ
- สัญญาณเตือนที่สำคัญ ได้แก่ อาการตาพร่ามัว เห็นตะกอนจุดดำหรือเส้นใยลอยไปมาฉับพลัน เห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ และอาจมีเลือดออกในลูกตา
- การรักษาในระยะที่ยังไม่รุนแรง (ยังไม่ลุกลามเป็นจอตาลอก) สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น การยิงเลเซอร์ปิดรอยฉีกขาด, การใช้ความเย็นจี้ หรือการฉีดแก๊ส
- หากอาการรุนแรงหรือเริ่มมีจอตาหลุดลอกร่วมด้วย จักษุแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดหนุนลูกตา (Scleral Buckling) หรือการส่องกล้องผ่าตัดน้ำวุ้นตา (Vitrectomy) แผลเล็ก ฟื้นตัวไว
- ปรึกษาและรักษาอย่างมั่นใจที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ด้วยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบวงจร
ภาวะ "จอประสาทตาฉีกขาด" หรือ "จอประสาทตาเป็นรู" เป็นต้นตอสำคัญของปัญหาตาพร่ามัว การมองเห็นที่ผิดปกติ หรือแม้กระทั่งการมีเลือดออกในตา หากปล่อยทิ้งไว้อาจลุกลามกลายเป็นจอประสาทตาหลุดลอกที่เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร บทความนี้จะอธิบายถึงภาวะจอประสาทตาฉีกขาดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตั้งแต่นิยาม อาการเตือน สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง ตลอดจนแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และวิธีป้องกันเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างถูกต้อง
ปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทางจอประสาทตา
สารบัญเนื้อหา
- จอประสาทตาฉีกขาด คืออะไร?
- อาการจอประสาทตาฉีกขาด เป็นอย่างไร?
- จอประสาทตาฉีกขาด เกิดจากสาเหตุใด และใครคือกลุ่มเสี่ยง?
- การวินิจฉัยอาการจอประสาทตาฉีกขาด
- การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบไม่ผ่าตัด
- การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบผ่าตัด
- ป้องกันจอประสาทตาฉีกขาดได้อย่างไร
- โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองจอประสาทตา
- รักษาประสาทตาฉีกขาด ที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

จอประสาทตาฉีกขาด คืออะไร
จอประสาทตา หรือ จอตา (Retina) เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่มีลักษณะเป็นชั้นบางๆ บุอยู่บริเวณผนังด้านในของลูกตา ทำหน้าที่สำคัญในการรับภาพและส่งสัญญาณประสาทไปประมวลผลที่สมอง โดยภายในลูกตาจะมีของเหลวใสลักษณะคล้ายไข่ขาวดิบที่เรียกว่า "วุ้นตา" (Vitreous) บรรจุอยู่
เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะเริ่มสูญเสียความคงตัวและมีลักษณะเหลวขึ้น ทำให้เกิดการหดตัวและดึงรั้งผิวของจอประสาทตา หากมีการขยับดวงตาแรงๆ หรือวุ้นตายึดติดกับจอตาแน่นเกินไป แรงดึงรั้งนี้อาจส่งผลให้เนื้อเยื่อ 'จอประสาทตาฉีกขาด' (Retinal Tear) หรือเกิดเป็นรูขึ้นมาได้ ซึ่งจะตามมาด้วยปัญหาการมองเห็นที่ผิดปกติและกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากอีกหลายสาเหตุเช่นกัน
อาการจอประสาทตาฉีกขาด เป็นอย่างไร
เมื่อเกิดภาวะจอประสาทตาฉีกขาด มักจะส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็น โดยมีลักษณะอาการที่เป็นสัญญาณเตือนสังเกตได้ชัดเจน ดังต่อไปนี้
วิดีโอ: สังเกตอาการและวิธีตรวจเช็คจอประสาทตาเบื้องต้น

จอประสาทตาฉีกขาด เกิดจากสาเหตุใด และใครคือกลุ่มเสี่ยง?
สาเหตุหลักของจอประสาทตาฉีกขาดมักมาจาก "ภาวะวุ้นตาเสื่อม" ที่สูญเสียการคงตัวและดึงรั้งจอตาจนฉีกขาด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและพฤติกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลให้มีโอกาสเกิดจอประสาทตาฉีกขาดได้ง่ายกว่าปกติ ได้แก่:
- ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นมาก (High Myopia): ผู้ที่มีสายตาสั้นมากจะมีลักษณะลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้จอประสาทตาถูกยืดจนบางและเปราะบาง เสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ง่าย
- กรรมพันธุ์และประวัติครอบครัว: ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวมีประวัติ จอประสาทตาลอก (Retinal Detachment) หรือตนเองเคยมีภาวะจอตาฉีกขาดในตาอีกข้างมาก่อน
- ผู้ที่เคยมีประวัติผ่าตัดลูกตา: เช่น การผ่าตัดต้อกระจก หรือการผ่าตัดดวงตาประเภทอื่นๆ
- ปัจจัยด้านสุขภาพและโรคตา: ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (ภาวะเบาหวานขึ้นตา), มีการอักเสบติดเชื้อในลูกตา, มีเนื้องอกหรือมะเร็งบริเวณลูกตา, หรือโรคจอตาเสื่อมบางชนิด
- การได้รับอุบัติเหตุ: เกิดอุบัติเหตุกระแทกที่ดวงตาหรือศีรษะอย่างรุนแรง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนจอตาฉีกขาด

การวินิจฉัยอาการจอประสาทตาฉีกขาด
เนื่องจากรอยฉีกขาดของจอประสาทตาอยู่ลึกเข้าไปในลูกตา ไม่สามารถประเมินได้จากการสังเกตภายนอก จักษุแพทย์จึงต้องอาศัยการ หยอดยาขยายม่านตา ร่วมกับการใช้เครื่องมือเฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้:
- เครื่องมือส่องตรวจจอประสาทตา (Ophthalmoscope) ที่มีแสงสว่างและกำลังขยายสูง
- การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp) ประกอบกับการใช้เลนส์สัมผัส (Contact Lens) ชนิดพิเศษ
- เครื่องถ่ายภาพตัดขวางจอประสาทตาด้วยคลื่นแสง (OCT - Optical Coherence Tomography) เพื่อประเมินความลึกของรอยขาด
- การใช้เครื่องตรวจตาความถี่สูง (Ultrasound) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเลือดออกในตาจนบดบังการมองเห็นจอตา
การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบไม่ผ่าตัด
หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นที่ อาการยังไม่รุนแรง และรอยฉีกขาดยังไม่ลุกลามเป็นภาวะจอประสาทตาหลุดลอก จักษุแพทย์สามารถพิจารณาการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งมี 3 วิธีหลัก ได้แก่
การฉายแสงเลเซอร์ (Photocoagulation / Laser Surgery)
เป็นการยิงเลเซอร์ล้อมรอบรอยขาดของจอประสาทตา เพื่อกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นเล็กๆ ยึดจอตาให้ติดกับผนังลูกตา ป้องกันไม่ให้น้ำวุ้นตาเซาะเข้าไป การรักษาวิธีนี้มีความเสี่ยงน้อย ผู้เข้ารับการรักษาไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันที
การใช้ความเย็นจี้ (Cryopexy)
เป็นการใช้ความเย็นจัดจี้ผ่านตาขาวบริเวณที่ตรงกับรอยฉีกขาด เพื่อกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นยึดติดจอตาเช่นเดียวกับการฉายแสงเลเซอร์ มักใช้ในจุดที่เลเซอร์ยิงเข้าถึงได้ยาก
การฉีดแก๊ส (Pneumatic Retinopexy)
เป็นการฉีดฟองแก๊สหรืออากาศชนิดพิเศษเข้าสู่ลูกตา เพื่อให้ฟองแก๊สลอยขึ้นไปดันจอตาที่ฉีกขาดให้แนบสนิทกลับเข้าที่ มักทำร่วมกับการฉายเลเซอร์หรือจี้เย็น ข้อสำคัญคือผู้ป่วยต้องนอนคว่ำหน้าหรือจัดท่าศีรษะตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อให้แก๊สออกฤทธิ์ได้ตรงจุด

การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบผ่าตัด
สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง มีแรงดึงรั้งมาก หรือรอยฉีกขาดลุกลามจนกลายเป็น "จอประสาทตาหลุดลอก" โดยเทคโนโลยีการผ่าตัดในปัจจุบันมี 2 วิธีหลัก ได้แก่
การผ่าตัดหนุนผนังลูกตา (Scleral Buckling)
เป็นการผ่าตัดโดยใช้วัสดุซิลิโคนพิเศษมาหนุนเย็บติดที่ผนังลูกตาด้ายนอก (ตาขาว) เพื่อดันให้ผนังดวงตายะบตัวลงไปแนบสนิทกับจอประสาทตาที่ฉีกขาด โดยมักทำร่วมกับการฉายเลเซอร์หรือใช้ความเย็นเพื่อปิดรอย
การผ่าตัดส่องกล้องน้ำวุ้นตาและจอประสาทตา (Vitrectomy)
เป็นการผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือขนาดเล็กพิเศษสอดเข้าไปในลูกตา เพื่อตัดดึงน้ำวุ้นตาและพังผืดที่ดึงรั้งจอตาออก เทคโนโลยีนี้มีจุดเด่นคือแผลมีขนาดเล็กมาก ช่วยลดความระคายเคือง และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น
ป้องกันจอประสาทตาฉีกขาดได้อย่างไร
เนื่องด้วยจอประสาทตาฉีกขาดมักมีจุดเริ่มต้นจากภาวะวุ้นตาเสื่อมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้โดยการ สวมแว่นตานิรภัยหรืออุปกรณ์ป้องกันดวงตา ทุกครั้งเมื่อเล่นกีฬาผาดโผนหรืออยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสุขภาพดวงตาประจำปี เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินความเสี่ยง หากตรวจพบรอยบางหรือรอยฉีกขาดขนาดเล็ก แพทย์จะสามารถทำการยิงเลเซอร์ป้องกันได้ทันท่วงที ก่อนที่อาการจะรุนแรงจนกระทบต่อการมองเห็น
โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา

แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ
ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา
ราคาปกติ 6,500 บาท
ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท
รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ
- ตรวจวัดระดับการมองเห็น
- ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์
- ตรวจวัดความดันลูกตา
- ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร
- ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ
- ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา
- ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา
- ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา
- ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา
เงื่อนไขแพ็กเกจ
- โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569
- ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ
- อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย
รักษาประสาทตาฉีกขาด ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร
หากเริ่มมีอาการเห็นจุดดำลอยไปมา หรือมีแสงวาบในตา ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยที่ ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการรักษาโรคตาเฉพาะทาง ด้วยจุดแข็งดังนี้:
สงสัยว่ามีอาการผิดปกติทางจอประสาทตา? ปรึกษาเราได้ทันที
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับจอประสาทตาฉีกขาด
จอประสาทตาฉีกขาด หายเองได้ไหม?
จอประสาทตาฉีกขาดหรือเป็นรู ไม่สามารถสมานติดกันเองได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา น้ำวุ้นตาจะเซาะเข้าไปตามรอยขาด และลุกลามกลายเป็นภาวะจอประสาทตาหลุดลอกในที่สุด ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
จอประสาทตาเป็นรู จำเป็นต้องผ่าตัดทุกเคสหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป หากผู้ป่วยรีบพบแพทย์ในระยะแรกที่รอยฉีกขาดยังมีขนาดเล็กและยังไม่หลุดลอก จักษุแพทย์สามารถใช้การฉายแสงเลเซอร์ หรือจี้เย็น เพื่อปิดรอยขาดได้ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น
จอประสาทตาเป็นรู สามารถทำเลสิกได้ไหม?
สามารถทำเลสิกได้ แต่จักษุแพทย์จะแนะนำให้ทำการรักษาภาวะจอประสาทตาเป็นรูให้เรียบร้อยก่อน (เช่น การทำเลเซอร์ปิดรอยขาด) เนื่องจากกการทำเลสิกคือการปรับความโค้งกระจกตาส่วนหน้า จึงไม่สามารถแก้ไขความผิดปกติของจอประสาทตาที่อยู่ด้านหลังดวงตาได้
บทความโดย

รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี
ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา
ประวัติแพทย์*หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

